วันอังคารที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

คุณธรรมและจริยธรรมในการใช้อินเตอร์เน็ต

คุณธรรมและจริยธรรมในการใช้อินเตอร์เน็ต

          ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตมีเป็นจำนวนมากและเพิ่มขึ้นทุกวัน การใช้งานระบบเครือข่ายที่ออนไลน์และส่งข่าวสารถึงกันย่อมมีผู้ที่มี
ความประพฤติไม่ดีปะปนและสร้างปัญหาให้กับผู้ใช้อื่นอยู่เสมอ หลายเครือข่ายจึงได้ออกกฏเกณฑ์การใช้งานภายในเครือข่าย 
เพื่อให้สมาชิกในเครือข่ายของตนยึดถือ ปฏิบัติตามกฏเกณฑ์และได้รับประโยชน์สูงสุด
                ดังนั้น ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตทุกคนที่เป็นสมาชิกเครือข่ายจะต้องเข้าใจกฏเกณฑ์ข้อบังคับของเครือข่ายนั้นมีความรับผิดชอบ
ต่อตนเองและผู้ร่วมใช้บริการคนอื่นและจะต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเองที่เข้าไปขอใช้บริการต่างๆ บนเครือข่ายบนระบบคอมพิวเตอร์
เครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตเรียกเข้ามิได้เป็นเพียงเครือข่ายขององค์กรที่ผู้ใช้สังกัด แต่เป็นการเชื่อมโยงของเครือข่ายต่างๆ
เข้าหากันหลายพันหลายหมื่นเครือข่ายมีข้อมูลข่าวสารอยู่ระหว่างเครือข่ายเป็นจำนวนมาก  การส่งข่าวสารในเครือข่ายนั้นอาจทำให้
ข่าวสารกระจายเดินทางไปยังเครือข่ายอื่น ๆ อีกเป็นจำนวนมากหรือแม้แต่การส่งไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ฉบับหนึ่งก็อาจจะต้องเดิทางผ่าน
เครือข่ายอีกหลายเครือข่ายกว่าจะถึงปลายทาง  ดังนั้นผู้ใช้บริการต้องให้ความสำคัญและตระหนักถึงปัญหาปริมาณข้อมูลข่าวสารที่วิ่งอยู่บนเครือข่าย
                การใช้งานอย่างสร้างสรรค์และเกิดประโยชน์จะทำให้สังคมอินเทอร์เน็ตน่าใช้และเป็นประโยชน์ร่วมกันอย่างดี
กิจกรรมบางอย่างที่ไม่ควรปฏิบัติจะต้องหลีกเลี่ยงเช่นการส่งกระจายข่าวไปเป็นจำนวนมากบนเครือข่าย การส่งเอกสารจดหมายลูกโซ่ ฯลฯ
สิ่งเหล่านี้จะเป็นผลเสียโดยรวมต่อผู้ใช้และไม่เกิดประโยชน์ใด ๆ ต่อสังคมอินเทอร์เน็ต


                          จรรยาบรรณสำหรับผู้ใช้ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์

           ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตทุกคนมีเมล์บ็อกซ์หรืออีเมล์แอดเดรสที่ใช้อ้างอิงในการรับส่งจดหมาย  ความรับผิดชอบต่อการใช้งานอีเมล์ในระบบ
จึงเป็นเรื่องที่ทุกคนต้องให้ความสำคัญ เพราะจดหมายมีการรับส่งโดยระบบ ซึ่งหากมีจดหมายค้างในระบบจำนวนมากจะทำให้พื้นที่     
บัฟเฟอร์ของจดหมายในระบบหมด  จะเป็นผลให้ระบบไม่สามารถรับส่งจดหมายต่อไปได้ หลายต่อหลายครั้งระบบปฏิเสธ
การรับส่งจดหมายเพราะไฟล์ระบบเต็ม
                ดังนั้นจึงควรมีความรับผิดชอบในการดูแลตู้จดหมาย (mail box) ของตนเองดังนี้
ตรวจสอบจดหมายทุกวันและจะต้องจำกัดจำนวนไฟล์และข้อมูลในตู้จดหมายของตนให้เลือกภายในโควต้า ที่กำหนด
  • ลบข้อความหรือจดหมายที่ไม่ต้องการแล้วออกจากดิสต์เพื่อลดปริมาณการใช้ดิสก็ให้จำนวนจดหมายที่อยู่ในตู้จดหมาย
    (mail box) มีจำนวนน้อยที่สุด
  • ให้ทำการโอนย้ายจดหมายจากระบบไปไว้ยังพีซีหรือฮาร์ดดิสก์ของตนเองเพื่อใช้อ้างอิงในภายหลัง
    จรรยาบรรณสำหรับผู้สนทนา

                บนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตมีคำสั่งให้ใช้ในการโต้ตอบกันอย่างออนไลน์หลายคำสั่งเช่น write, talk หรือมีการสนทนา
    เป็นกลุ่มเช่น IRC เป็นต้น ในการเรียกหาหรือเปิดการสนทนาตลอดจนการสนทนาจะต้องมีมารยาทที่สำคัญได้แก่
    • ควรเรียกสนทนาจากผู้ที่เรารู้จักและต้องการสนทนาด้วย  หรือมีเรื่องสำคัญที่จะติดต่อด้วย
      ควรระลึกเสมอว่าการขัดจังหวะผู้อื่นที่กำลังทำงานอยู่อาจสร้างปัญหาให้ได้
    • ก่อนการเรียกคู่สนทนาควรสอบสถานะการใช้งานของคู่สนทนาที่ต้องการเรียกเพราะการเรียกแต่ละครั้ง
      จะมีข้อความไปปรากฏบนจอภาพของฝ่ายถูกเรียกซึ่งก็สร้างปัญหาการทำงานได้ 
      เช่น ขณะกำลังทำงานค้าง ftp ซึ่งไม่สามารถหยุดได้
    • หลังจากเรียกไปชั่วขณะคู่ที่ถูกเรียกไม่ตอบกลับ แสดงว่าคู่สนทนาอาจติดงานสำคัญ
      ขอให้หยุดการเรียกเพราะข้อความที่เรียกไปปรากฏบนจออย่างแน่นอนแล้ว
      จรรยาบรรณสำหรับผู้ใช้กระดานข่าว ระบบสื่อสารอิเล็กทรอนิกส์

                      ระบบข่าวสารที่ให้บริการในสังคมอินเทอร์เน็ตมีหลายระบบ เช่น ยูสเน็ตนิสว์  (UseNet News) ระบบสมาชิกแจ้งข่าวหลายสมาคม
      บอกรับสมาชิกและให้ข่าวสารที่สม่ำเสมอกับสมาชิกด้วยการส่งเป็นจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ ที่เรียกว่า Mailing  lists
      ผู้เสนอ ข่าวและผู้อภิปราเรื่องต่าง ๆที่เขียนลงไปจะกระจายออกไปทั่วโลก เช่นข่าวบนยูสเน็ตนิวส์แต่ละกลุ่มเมื่อส่งออกจะกระจาย
      ไปยังเซิร์ฟเวอร์อื่น ๆ ทั่วโลกผู้ใช้บริการโดยเฉพาะที่ต้องการเขียนข่าวสารบนกระดาษ  
      ข่าวจะต้องเคารพกฏกติกามารยาทโดยเคร่งครัดข้อปฏิบัติที่สำคัญได้แก่
      • ให้เขียนเรื่องให้กระชับ ข้อความควรสั้นและตรงประเด็กไม่กำกวม ใช้ภาษาที่เรียบงาน สุภาพเข้าใจได้
      • ในแต่ละเรื่องที่เขียนให้ตรงโดยข้อความที่เขียนควรจะมีหัวข้อเดียวต่อเรื่อง
      • ในการเขียนพาดพิงถึงผู้อื่น ให้ระมัดระวังในการละเมิดหรือสร้างความเสียหายให้ผู้อื่น การให้อีเมล์อาจตรงประเด็นกว่า
      • ให้แหล่งที่มาของข้อความ ควรอ้างอิงแหล่งข่าวได้ ไม่เรียกว่าโคมลอยหรือข่าวลือหรือเขียนข่าวเพื่อความสนุก
        โดยขาดความรับผิดชอบ
      • จำกัดความยาวของข่าว และหลีกเลี่ยงตัวอักษรควบคุมพิเศษอื่น ๆ เพราะหลายเครื่องที่อ่านข่าวอาจมีปัญหาในการแสดงผล
      • ข่าวบางข่าวมีการกระจายกันมาเป็นลำดับให้ และอ้างอิงต่อ ๆ กันมาการเขียนข่าวจึงควรพิจารณาในประเด็นนี้ด้วย
        โดยเฉพาะอย่าส่งจดหมายตอบโต้ไปยังผู้รายงานข่าวผู้แรก
      • ไม่ควรให้เครือข่ายของมหาวิทยาลัยเพื่อประโยชน์ทางการค้าหรืองานเฉพาะของตนเพื่อประโยชน์ส่วนตนในเรื่องการค้า
      • การเขียนข่าวทุกครั้งจะต้องลงชื่อ และลายเซนตอนล่างของข้อความเพื่อบอกชื่อ  ตำแหน่งแอดเดรสที่อ้างอิงได้ทางอินเทอร์เน็ต
        หรือให้ที่อยู่และหมายเลขโทรศัพท์ที่ติดต่อได้
      • ในการทดสอบการส่งไม่ควรทำพร่ำเพื่อการทดสอบควรกระทำในกลุ่มข่าวท้องถิ่นที่เปิดให้ทดสอบการส่งข่าวอยู่แล้ว
        เพราะการส่งข่าวแต่ละครั้งจะกระจายไปทั่วโลก
      • หลีกเลี่ยงการใช้ตัวอักษรใหญ่ตัวอักษรใหญ่ที่มีความหมายถึงการตะโกนหรือการแสดงความไม่พอใจในการเน้น
        คำให้ใช้เครื่องหมาย * ข้อความ* แทน
      • ไม่ควรนำข้อความที่ผู้อื่นเขียนไปกระจายต่อโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของเรื่อง
      • ไม่ควรใช้ข้อความตลกขบขันหรือคำเฉพาะคำกำกวม หรือคำหยาบคายในการเขียนข่าว
      • ให้ความสำคัญในเรื่องลิขสิทธิ์ไม่ควรละเมิดลิขสิทธิ์ผู้อื่น
      • ไม่ควรคัดลอกข่าวจากที่อื่นเช่น จากหนังสือพิมพ์ทั้งหมดโดยไม่มีการสรุปย่อและเมื่อส่งข่าวย่อจะต้องอ้างอิงที่มา
      • ไม่ควรใช้กระดานข่าวเป็นที่ตอบโต้หรือละเมิดผู้อื่น
      • เมื่อต้องการใช้คำย่อ คำย่อที่เป็นที่รู้จักกันทั่วไป เช่น
        • IMHO-in  my  humble /  honest  opinion
        • FYI-for  your  information
        • BTW-by  the  way
    • ที่มาhttp://education.bodin.ac.th/ict_m2/page5_content5.html

วันอังคารที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

"รักในวัยเรียน"รักดี ก็มีประโยชน์

ห้ามวัยรุ่นมีรักคงห้ามยากแล้ว...แต่รักนี้ก็พอจะมีมุมดี ๆ
ดร.อมรวิชช์ นาครทรรพ หัวหน้าโครงการ Child Watch
โครงการติดตามสภาวการณ์เด็กและการศึกษา ระบุว่า...ปัจจุบัน “รักในวัยเรียน” และ “เซ็กซ์ในวัยเรียน” แยกออกจากกันไม่ออก ซึ่งสาเหตุหรือต้นตอของสภาวการณ์แบบนี้เกิดจากสิ่งที่เด็กเรียนรู้รับรู้โดยปกติกลับมีแต่สิ่งยั่วยุมากมาย อย่างในสื่อโทรทัศน์...ทุก ๆ 3 ชั่วโมงจะต้องมีฉากยั่วยุประกอบอยู่
และประมาณร้อยละ 70-80 จะต้องมีฉากที่ทำให้คิดได้ว่าตัวละครหญิงชายในเรื่องมีการร่วมประเวณีกัน ตอกย้ำภาพว่าการมีเซ็กซ์เป็นคนละเรื่องกับการแต่งงาน ซึ่งสิ่งเหล่านี้แหละที่กระตุ้นให้เด็กเกิดความเข้าใจผิด หรือเกิดการเลียนแบบ และนำไปสู่ปัญหาอื่น ๆ ตามมา
         จากข้อมูลสำรวจ “ปัญหารักในวัยเรียนกลายเป็นปัญหาใหญ่มาก กว่าคำว่าวิกฤติไปแล้ว !!” โดยสถิติพบว่ามีเด็กสาวอายุต่ำกว่า 19 ปี ตั้งครรภ์ถึง 170 คนต่อวัน และมีแนวโน้มว่าจะมี “แม่วัยทีน” ที่จบการศึกษาระดับปริญญาตรีลดน้อยลงในอนาคต ซึ่งทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นความอ่อนแอของสภาพสังคม
สำหรับทางแก้ก็มีการเสนอไว้ 2 ทางคือ...“แก้ปัญหาจากต้นทาง” จากเสาหลัก 4 ต้นคือ ครอบครัว สื่อ พื้นที่ทางสังคม และการศึกษา โดยเฉพาะการศึกษาต้องเน้นสอนเรื่องการใช้ชีวิตที่ดีให้กับเด็ก เพื่อให้เด็กมองเห็น การดำเนินชีวิตที่ดี สอดคล้องกับทางแก้ที่ 2 คือรัฐบาลต้องเร่ง “สร้างเมกะโปรเจคท์ทางสังคม” ขึ้น ซึ่งทุกวันนี้จังหวัดไหนยิ่งรวยชีวิตเด็กยิ่งร้าย เกิดสถานเริงรมย์มากโดยขาดการควบคุมที่ดี

“ในต่างประเทศเขาจะมีวิชาน่าสนใจมาก คือวิชาการสร้างบุคลิกที่ดี ซึ่งไม่ได้หมายถึงเฉพาะเรื่องของท่าทาง การแต่งกาย แต่รวมถึงบุคลิกที่ดีในการใช้ชีวิตด้วย ซึ่งทางออกของปัญหารักในวัยเรียนที่ไม่เหมาะสมนั้นมันน่าจะอยู่ที่การสร้างทัศนคติใหม่ให้เด็ก ๆ ได้เรียนรู้คุณค่าของเขา”...ดร.อมรวิชช์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม ถามว่า “รักวัยเรียนเป็นเรื่องไม่ดีไปเสียทั้งหมดอย่าง นั้นหรือ ??” ประเด็นนี้หัวหน้าโครงการ Child Watch บอกว่า...รักในวัยเรียนก็ “มีมุมที่ดีอยู่ !!” ที่ไม่ควรปฏิเสธ เพราะเป็นเรื่องตามธรรมชาติของวัยรุ่น ซึ่งในหลายพื้นที่แม้เซ็กซ์กับรักจะแยกไม่ออก แต่อีกหลาย ๆ พื้นที่ “ความ รักก็คือความรัก” เซ็กซ์ก็คือเซ็กซ์ ซึ่งถ้าสังคมรักษาสมดุลและความเข้มแข็งของเสาหลัก 4 ต้นได้ ปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นก็ไม่น่าจะเป็นเรื่องที่เกินกำลังเยียวยา แถมยังจะสามารถใช้ประโยชน์จากความรักในวัยนี้ได้อีกด้วย
“ความรักที่เกิดขึ้นหากอยู่ในความพอดีก็สร้างเรื่องดี ๆ ให้กับเด็กได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเรียน การใช้ชีวิต แต่จุดสำคัญคือต้องสอนให้เด็ก มองโลกและใช้ชีวิตให้เป็น สอนให้รู้จักทั้งมุมที่สมหวังและผิดหวัง ซึ่งนอกจากจะได้ใช้ประโยชน์จากความรักแล้ว ความรักยังทำให้เด็กใช้ชีวิตเป็นอีกด้วย ถ้าทำได้เรื่องความรักในวัยเรียนก็จะเป็นโลกสีชมพูของเด็กที่ไม่มีพิษภัย”...ดร.อมรวิชช์ระบุ

กับเรื่อง “รักวัยเรียน” นี้...ในมุมของจิตวิทยา น.พ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกกรมสุขภาพจิต บอกว่า...ในอดีตสถาบันครอบครัวมีความเข้มแข็ง เด็กส่วนใหญ่จะอยู่กับครอบครัว มีผู้ใหญ่คอยดูแลใกล้ชิด การติดต่อสื่อสารกันของเด็กต่างครอบครัวจนเกิดความสัมพันธ์ที่จะพัฒนาไปในเชิงความรักหนุ่มสาวก็พัฒนาได้ยาก
แต่ปัจจุบันโครงสร้างทางสังคมอ่อนแอ ครอบครัวไม่เข้มแข็ง บางครอบครัวเด็กย้ายออกมาอยู่หอพักเพียงลำพัง การติดต่อสื่อสารก็สะดวกขึ้น จึงอาจเป็นช่องว่างให้ทำอะไรตามใจตัวเองได้มากขึ้น

“เกิดการพัฒนาความสัมพันธ์หนุ่มสาวได้ง่ายขึ้น ซึ่งนำไปสู่การมีเพศ สัมพันธ์ที่ไวขึ้น”
อย่างไรก็ดี น.พ.ทวีศิลป์ชี้ว่า...ผู้ใหญ่เองควรรู้สึกยินดีที่ลูกชายหรือลูกสาวของตนเกิดพัฒนาการทางจิตวิทยาในระดับนี้ เพราะ “ความรักเป็นพัฒนา การอีกด้านหนึ่งของชีวิต” เป็นเรื่องที่ทุกคนควรมี ซึ่งไม่ควรปิดกั้น เพียงแต่ “ต้องพยายามสร้างขอบเขตเพื่อให้อยู่ในกรอบที่ดี”


น.พ.ทวีศิลป์แนะนำว่า...เมื่อห้ามไม่ให้รักไม่ได้ ผู้ใหญ่ก็ควรจะคอยดูแล แต่ไม่กีดขวางจนเกินไป ต้องพยายามใช้เหตุผลที่ดีแนะนำมากกว่า ซึ่งเป็น เรื่องธรรมดาที่เด็กซึ่งเกิดความรักจะมีความอยากใกล้ชิดกัน แต่ความใกล้ชิดไม่ได้จำเพาะไปที่เรื่องการมีเพศสัมพันธ์ อาจเป็นเพียงแค่อยากเห็นหน้า อยาก พูดคุยกันเท่านั้น
“การดูแลให้อยู่ในกรอบที่พอดี หรือจัดให้เด็กวัยรุ่นเจอกันผ่านทางช่องทางกิจกรรมที่สร้างสรรค์ ก็น่าจะเป็นทางออกให้กับการสกัดกั้นปัญหา เซ็กซ์ในวัยศึกษาที่พัฒนามาจากรักในวัยเรียนได้ ซึ่งความรักนั้น...หากเป็นรักดีก็จะช่วยให้คนที่ไม่ดีเข้าสู่ระบบที่ดีได้ เช่นบางคนไม่ชอบเรียน แต่อยากเข้าห้องเรียนเพราะอยากอยู่ใกล้ ๆ คนที่รัก นี่ก็ถือว่าเป็นส่วนดี ๆ ที่เกิดจากความรักในวัยเรียน”...ก็เป็นอีกมุมของ “รักวัยเรียน” ในแง่ดี...

จะอย่างไร “ความรัก” ก็เป็นอารมณ์อันงดงามของมนุษย์ ขอเพียง “รักให้ดี-รักให้เป็น” ก็จะไม่สร้างปัญหาใด ๆ และแม้แต่ “รักในวัยเรียน” ก็ทำให้มีประโยชน์ได้ !!!!.



การดูแลสุขภาพร่างกาย

การดูแลสุขภาพตนเอง 
                  โดยธรรมชาติของมนุษย์ เมื่อเกิดปัญหาต่างๆ ขึ้น ในชีวิต ก็จะพยายามหาทางแก้ปัญหาด้วยตัวเอง เป็นอันดับแรก เมื่อรู้ว่า ไม่สามารถแก้ปัญหาได้เอง ก็จะแสวงหาความช่วยเหลือจากผู้อื่น
                ในเรื่องความเจ็บป่วย หรือปัญหาสุขภาพก็เช่นเดียวกัน ทุกคนต้องการที่จะดูแลตนเอง ให้มีสุขภาพดีอยู่เสมอ ดังนั้น กล่าวได้ว่า "การดูแลสุขภาพตนเอง เป็นกิจกรรมที่บุคคลแต่ละคนปฏิบัติ และยึดเป็นแบบแผนในการปฏิบัติ เพื่อให้มีสุขภาพดี" อาจแบ่งขอบเขตการดูแลสุขภาพตนเอง เป็น 2 ลักษณะคือ
 
                  การดูแลสุขภาพตนเองในสภาวะปกติ                  เป็นการดูแลสุขภาพตนเอง และสมาชิกในครอบครัว ให้มีสุขภาพแข็งแรง สมบูรณ์อยู่เสมอ ได้แก่
  • การดูแลส่งเสริมสุขภาพ เพื่อให้สุขภาพแข็งแรง สามารถดำเนินชีวิตได้อย่างปกติสุข เช่น การออกกำลังกาย การสร้างสุขวิทยาส่วนบุคคลที่ดี ไม่ดื่มสุรา ไม่สูบบุหรี่ หลีกเลี่ยงจากสิ่งที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ
  • การป้องกันโรค เพื่อไม่ให้เจ็บป่วยเป็นโรค เช่น การไปรับภูมิคุ้มกันโรคต่างๆ การไปตรวจสุขภาพ การป้องกันตนเองไม่ให้ติดโรค
                  การดูแลสุขภาพตนเองเมื่อเจ็บป่วย           
ได้แก่ การขอคำแนะนำ แสวงหาวามรู้จากผู้รู้ เช่น อาสาสมัครสาธารณสุขต่างๆ ในชุมชน บุคลากรสาธารณสุข เพื่อให้ได้แนวทางปฏิบัติ หรือการรักษาเบื้องต้นให้หาย จากความเจ็บป่วย ประเมินตนเองได้ว่า เมื่อไรควรไปพบแพทย์ เพื่อรักษาก่อนที่จะเจ็บป่วยรุนแรง และปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ หรือบุคลากรสาธารณสุข เพื่อบรรเทาความเจ็บป่วย และมีสุขภาพดีดังเดิม
            การที่ประชาชนทั่วไปสามารถดูแลสุขภาพตนเองได้นั้น จำเป็นต้องมีความรู้ ึความเข้าใจในเรื่อง การดูแลสุขภาพ ตั้งแต่ยังไม่เจ็บป่วย เพื่อบำรุงรักษาตนเอง ให้สมบูรณ์แข็งแรง รู้จักที่จะป้องกันตัวเอง มิให้เกิดโรค และเมื่อเจ็บป่วยก็รู้วิธีที่จะรักษาตัวเอง เบื้องต้นจนหายเป็นปกติ หรือรู้ว่า เมื่อไรต้องไปพบแพทย์ หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุข
 
           

ที่มา  http://www.thaigoodview.com

วันอังคารที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

ประวัติส่วนตัว



ชื่อ น.ส.ดารุณี ปั่นทองหลาง
ชื่อเล่น นู๋ทราย
เกิดวันที่ 19/11/1994
ที่อยู่ 61 หมู่ 2 บ้านสระมะค่า ต.หนองไม้ไผ่ อ.หนองบุญมาก จ.นครราชสีมา
e.mail -Say1937@gmail.com



ชื่อ น.ส.อัญชนา ศิริกำเนิด
ชื่อเล่น อ้อม
วันเกิด จันทร์ 29 พ.ค.2538
ที่อยู่ 109 หมู่3 ต.หนองไม้ไผ่ อ.หนองบุญมาก จ.นครราชสีมา
e.mail -anchana1529@gmail.co
facebook-anchana Sirikamnerd